|
|
|
|
|
|
| http://www.bknowledge.org :: หน้านี้เพื่อสุขภาพ | Thai Language // not support 640x480 Pixel // |
| เพื่อสุขภาพของมารดา หลังคลอด (Health for Pregantly women) |
หลังคลอด

3. การรักษาความสะอาดร่างกาย เมื่อช่วยตัวเองได้ภายหลังคลอด 12-24 ชั่วโมง อาบน้ำได้ แต่ไม่ควรอาบน้ำในอ่างน้ำ หรือแม่น้ำลำคลอง เพราะเชื้อโรคอาจเข้าไปภายในมดลูก นอกจากนี้ควรหมั่นเปลี่ยนเสื้อผ้า เนื่องจากระยะหลังคลอดแม่มักมีเหงื่อออกมากและมีน้ำนมไหลเปียกเสื้อ
4. น้ำคาวปลา
คือสิ่งที่ถูกขับออกมาทางช่องคลอด ใน 2-3 วันแรก จะมีสีแดง ต่อมาจะค่อย ๆ จางลง และหมดไปภายใน 2-3 สัปดาห์
ควรทำความสะอาดอวัยวะเพศทุกครั้งที่ถ่ายปัสสาวะหรืออุจจาระ และหมั่นเปลี่ยนผ้าอนามัยให้สะอาดอยู่เสมอ เพื่อป้องกันเชื้อโรคเข้าไปภายในมดลูก
ซึ่งจะทำให้เกิดการอักเสบ และติดเชื้อได้
5. การดูแลแผลบริเวณฝีเย็บ
ควรทำความสะอาด เช้า - เย็น และทุกครั้งที่ถ่ายปัสสาวะ หรืออุจจาระ เมื่อใช้กระดาษชำระภายหลังถ่ายอุจจาระ
ระวังอย่าเช็ดย้อนจากทวารหนักมายังฝีเย็บ เพราะในอุจจาระมีเชื้อโรคมาก จะทำให้ติดเชื้อได้
6. การดูแลเต้านมและหัวนม ระหว่างที่ให้นมลูก แม่ควรสนใจความสะอาดของเต้านมและหัวนมให้มากเป็นพิเศษ โดยการทำความสะอาดทุกครั้งที่อาบน้ำและหลังจากให้นมลูก
ถ้ามีอาการนมคัด ควรแก้ไขโดยบีบน้ำนมออกเสียบ้าง และใช้น้ำเย็นประคบบริเวณเต้านม จะทำให้ลดอาการปวด การเกิดอาการนมคัดนี้ ถ้าปล่อยทิ้งไว้นาน ๆ อาจทำให้เกิดเต้านมอักเสบได้ จึงควรรีบปรึกษาแพทย์
7. งดอยู่ร่วมกับสามี ควรเว้นอย่างน้อย 6 สัปดาห์หลังคลอดเพื่อป้องกันการติดเชื้อ และการฉีกขาดของช่องคลอด
8. การมีประจำเดือนใหม่ภายหลังคลอด ถ้าไม่ได้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ จะมีประจำเดือนภายใน 5 - 6 สัปดาห์หลังคลอด แต่ถ้าเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ประจำเดือนจะมีช้ากว่านั้นหรือ ไม่มีในระหว่างนั้น แต่การตั้งครรภ์อาจเกิดขึ้นในระหว่างที่ยังไม่มีประจำเดือน
9. การตรวจหลังคลอด 1 เดือนหลังคลอดควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจดูว่าอวัยวะต่าง ๆ เข้าสู่สภาพปกติหรือยัง (ถ้ามีสิ่งใดผิดปกติ จะได้มีโอกาสแก้ไข) พร้อมกับปรึกษาเรื่องการคุมกำเนิดด้วย
10. อาการที่ถือว่าผิดปกติหลังคลอด มีดังนี้
การบริหารร่างกายหลังคลอด
- มีไข้หลังคลอดหรือหนาวสั่น
- น้ำคาวปลาผิดปกติ เช่น มีกลิ่นเหม็นเน่า น้ำคาวปลาไม่เดิน หรือออกเป็นเลือดสด ๆ เมื่อใกล้จะหมด
- เต้านมบวม ช้ำ แดง อักเสบ และหัวนมแตกเป็นแผล
- ปวดท้องน้อย ปัสสาวะบ่อยหรือขัดเบา
ถ้ามีอาการเหล่านี้แม้เพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง ควรปรึกษาแพทย์
| ท่าที่ 1 นอนหงายในท่าตรงหายใจเข้าช้า ๆ พร้อมทั้งเบ่งท้องให้โป่ง นับ 1, 2, 3, แล้วลมหายใจออก ขณะเดียวกันแขม่วท้องลงให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ (ทำ10 ครั้ง) | ![]() |
| ท่าที่ 2 นอนหงาย ยกศีรษะขึ้นจากพื้น พยายามให้คางจรดหน้าอกขณะที่ยกศีรษะขึ้นลำตัว แขน และขา ต้องเยียดตรง ท่านี้จะช่วยลดหน้าท้อง (ทำ 10 ครั้ง) | ![]() |
| ท่าที่ 3 นอนหงาย กางแขนทั้งสองออกไปข้าง ๆ ลำตัวเยียดแขนให้ตรง แล้วยกแขนทั้งสองจนมือทั้งสองจรดกัน อย่า งอแขน พักสักครู่ แล้วลดแขนลงมาข้างลำตัว (ทำ 10 ครั้ง) | ![]() |
| ท่าที่ 4 นอนหงายราบ แขนขนานลำตัว ค่อย ๆ ชันเข่าขึ้นในท่าเป็นมุมฉาก เข่าทั้งสองข้างชิดกัน เท้าห่างกันเล็กน้อย แอ่นก้นยกตัวขึ้น ไหล่ยันพื้นไว้ (ทำ 10 ครั้ง) | ![]() |
| ท่าที่ 5 งอขาข้างหนึ่งขึ้นมาจนกระทั่งเท้าชิดก้นย้อย แล้วค่อย ๆ เหยียดเท้าตรงกลับไปสู่พื้นตามเดิม เปลี่ยนอีกข้างหนึ่ง ทำเช่นเดียวกัน สลับกันไป (ทำ 10 ครั้ง) | ![]() |
| ท่าที่ 6 นอนหงายราบ ยกขาขึ้นให้ตั้งฉากกับลำตัว แล้วค่อย ๆ ลดขาวางกลับที่เดิม ทำสลับทีละข้าง (ทำ 10 ครั้ง) | ![]() |
| ท่าที่ 7 นอนคว่ำ ยกก้นให้เข่าชิดกับหน้าอก เข่าห่างกัน ประมาณ 1 ฟุต พยายามอย่ายกหน้าอก พักอยู่ในท่านี้นาน 2 นาที | ![]() |
| ท่าที่ 8 นอนคว่ำให้ตัวนอนราบกับพื้น ศีรษะไม่หนุนหมอน ให้น้ำหนักตัวตกอยู่ที่หน้าท้อง โดยใช้หมอนหนุนหน้าท้อง ทำนาน 1/2 ชั่วโมง ท่านี้จะได้หลับพักผ่อนไปในตัว | ท่าที่แปดไม่มีรูป |
| ข้อมูลจาก กองสาธารณสุข สำนักงานอนามัย กรุงเทพมหานคร |