วันพฤหัสบดี ขึ้น ๕ ค่ำ เดือน ๑
วันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๐

ไวรัสตับอักเสบ เอ (Hepatitis A)


VIRUS A โรคไวรัสตับเอกเสบ เอ คืออะไร

โรคไวรัสตับอักเสบ เอ หรือ ดีซ่านหรือโรคไวรัสลงตับ เกิดจากการอักเสบของเซลล์ตับ ทำให้ตับทำงานได้ไม่เต็มที่ หรือน้อยลงเป็นผลให้เกิดการเจ็บป่วยโรคตับอักเสบเกิดได้จากหลายสาเหตุแต่ส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสโดยเชื้อไวรัสที่พบบ่อยคือเชื้อไวรัสตับอักเสบ เอ และ บี อาการส่วนใหญ่ที่พบมักมีอาการตัวเหลืองตาเหลือง หรือโรคดีซ่านแบบเฉียบพลันประมาณร้อยละ 60-70% ของผู้ป่วยมักเกิดจากเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ

 


อาการของโรควัสตับอักเสบ เอ

โรคไวรัสตับอักเสบ เอ ในเด็กมักไม่มีอาการหรือมีแต่ก็ไม่ได้รุนแรงอย่างไรก็ตามบางครั้งอาจพบอาการรุนแรงได้ เน อาการตาเหลือง ตัวเหลืองเป็นเวลานาน ตับอักเสบอย่างรุนแรงจนตับวาย อาจเป็นผลทำให้เสียชีวิตได้ อาการจะรุนแรงมากขึ้นตามอายุ ในผู้ใหญ่ถ้าเป็นโรคไวรัสตับอักเสบ เอ ส่วนใหญ่มีอาการรุนแรงมากกว่า อาการมักจะเริ่มต้นด้วยมีไข้ปวดเมื่อยตามเนื้อตามตัวอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียนหลังจากนั้นประมาณ 3-5 วัน จะเริ่มปัสสาวะสีเข้ม และมีไข้ตาเหลือง ตัวเหลืองปวดท้องบริเวณชายโครงด้านขวา การดำเนินโรคส่วนใหญ่ใช้เวลาประมาณ 2 – 4 สัปดาห์ โรคไวรัสตับอักเสบ เอ เป็นโรคที่ไม่มีการรักษาโดยเฉพาะ การรักษาส่วนใหญ่เป็นการรักษาตามอาการ และการพักผ่อน

โรคไวรัสตับเอกเสบ เอ ติดต่อกันได้อย่างไร

เชื้อไวรัสตับอักเสบ เอ ติดต่อโดยการรับประทานอาหาร และดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัสตับอักเสบ เอ ดังนั้นจึงพบการระบาดของโรคนี้ได้ในโรงเรียน, มหาวิทยาลัย และชุมชน บ่อยครั้งพบว่าเด็กเป็นตัวแพร่เชื้อไปสู่ผู้ใหญ่ในครอบครัวเดียวกัน ผู้ป่วยโรคไวรัสตับอักเสบ เอ สามารถแพร่เชื้อได้โดยพบเชื้อนี้ปนเปื้อนในอุจจาระประมาณ 2 สัปดาห์ก่อน และหลังแสดงอาการ ดังนั้นผู้ป่วยจึงสามารถแพร่เชื้อไปได้ก่อนที่จะทราบว่าตัวเองป่วยเป็นโรคไวรัสตับอักเสบ เอ นอกจากนี้เชื้อไวรัสตับอักเสบ เอ ยังอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้นานหลายสัปดาห์

เราจะป้องกันในครอบคัวจากโรคไวรัสตับอักเสบ เอ ได้อย่างไร

ในอดีตคนไทยส่วนใหญ่มักมีภูมิคุ้มกันโรคตับอักเสบ เอ แล้วเพราะได้รับการติดเชื้อตั้งแต่เด็ก อย่างไรก็ตามการสาธารณะสุข และการสุขาภิบาลของประเทศไทยในปัจจุบันดีขึ้นอย่างมาก จึงทำให้การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ เอ ในเด็ก และวัยรุ่นได้ลดลงอย่างมาก ทุกวันนี้เด็กไทยจำนวนมากที่ไม่เคยติดเชื้อนี้มาก่อนจึงไม่มีภูมิคุ้มกันต่อโรคนี้ และเสี่ยงที่จะป่วยเป็นโรคไวรัสตับอักเสบ เอมากขึ้น (รวมทั้งอาการที่พบในวัยหนุ่มสาว และผู้ใหญ่มักจะรุนแรง)

โรคไวรัสตับอักเสบ เอ สามารถป้องกันได้

ดูแลสุขภาพอนามัยของต้นและชุมชนให้ถูกต้อง
  • รับทานอาหารและน้ำที่สะอาด
  • ล้างมือก่อนรับประทานอาหารและควรใช้ช้อนกลาง
  • ขับถ่ายในส้วมที่ถูกสุขลักษณะ
  • กำจัดขยะ และสิ่งปฏิกูลเพื่อมิให้ปนเปื้อนไปสู่แหล่งน้ำและอาหารของชุมชนได้

ใครบ้างที่ควรฉีดวัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบ เอ
  • เด็กและผู้ใหญ่ในพื้นที่ที่มีโรคนี้ชุกชุม
  • นักศึกษาหรือนักธุรกิจ ที่ต้องเดินทางไปในบริเวณที่มีโรคนี้ชุกชุม
  • เด็กที่อาศัยในสถานเลี้ยงเด็กอ่อนหรือสถานเลื้อยงเด็กที่รวมกันเป็นจำนวนมาก, สถานดูแลเด็กวัยรุ่น, เด็กพิการ และคนชรา
  • ผู้ที่ประกอบอาชีพที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเช่น
    • ผู้ประกอบอาหาร
    • พนักงานที่ดูแลสถานพยาบาล ดูแลเด็กอ่อน, เด็กวัยรุ่น, เด็กพิการ และคนชรา
    • ผู้ที่มีหน้าที่กำจัดสิ่งปฏิกูล และการบำบัดน้ำเสีย
  • ผู้ที่มีความเสี่ยงสูง
    • ผู้ป่วยโรคอีโมพิเรีย, ผู้ได้รับเลือดบ่อย ๆ
    • ผู้ติดยาเสพติดที่ฉีดเข้าเส้น , บุคคลรักร่วมเพศ

virus a
เมื่อไหร่ควรฉีดวัคซีนป้องกัน

การฉีดวัคซีนป้องกัน ควรฉีดในเด็กตั้งแต่อายุ 2 ขวบเป็นต้นไป ก่อนเข้าอนุบาลหรือโรงเรียนประถมศึกษานอกจากนี้ในกรณีทีท่านต้องเดินทางไปในพื้นที่ ๆ มีโรคนี้ชุกชุมโดยปกติภายหลังการฉีดวัคซีนร่างกายจะใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ในการสร้างภูมิคุ้มกันจนสามารถป้องกันได้

การฉีดวัคซีนจะฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 6-12 เดือน (ฉีดวันนี้และอีกครั้งตอน 6-12 เดือนข้างหน้า) โดยครั้งที่ 2 ต้องการให้ภูมิต้านทานอยู่นาน
โดยวัคซีนชนิดใหม่ ๆ นี้สามารถฉีดป้องกันโรคได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ในขนาดเดียวกันจึงประหยัดกว่าวัคซีนชนิดเดิม
 
ข้อมูล โรคไวรัสตับอักเสบ เอ : โรงพยาบาลเปาโล เมโมเรียล โทร. 02-2797000-9
วันที่ 4 พฤศจิกายน 2551
picture from :
- http://news.bbc.co.uk/1/shared/spl/hi/health/03/travel_health/diseases/html/hepa.stm
- http://www.nlm.nih.gov/MEDLINEPLUS/ency/imagepages/9394.htm
 

ไวรัสตับอักเสบ เอ (Hepatitis A)